องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้บรรจุพระนามสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ไว้ในโครงการเฉลิมฉลองวาระสำคัญ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙–๒๕๗๐ การยกย่องครั้งนี้สะท้อนพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และความเสมอภาคทางเพศ อันเป็นอีกวาระหนึ่งที่ชวนให้คนไทยน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณโดยพร้อมเพรียงกัน
ในฐานะพระบรมราชินีผู้ทรงเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของราชอาณาจักรไทย พระองค์ทรงดำรงพระองค์ด้วยพระราชจริยวัตรอันสุขุม มั่นคง และสง่างาม เปรียบดั่งแสงประทีปที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดแห่งกาลสมัย ทั้งเมื่อประทับอยู่ในสยามพระราชอาณาจักร และเมื่อทรงติดตามเสด็จไปประทับ ณ ต่างประเทศโดยมิห่างพระวรกาย สะท้อนพระราชปณิธานแห่งความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ และความเข้มแข็งทางพระราชหฤทัย
ภายหลังเสด็จนิวัตประเทศไทย พระองค์ได้เสด็จไปประทับที่พระตำหนักสวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี เป็นเวลานานกว่า ๑๘ ปี ต่อมาเมื่อพระชนมพรรษาเพิ่มขึ้น ได้เสด็จกลับวังศุโขทัย ในช่วงเวลานั้นทรงอุทิศวังสวนบ้านแก้ว ซึ่งเป็นที่ประทับในจังหวัดจันทบุรี ให้เป็นรากฐานแห่งการศึกษา ดุจการจุดแสงเทียนแห่งปัญญาในผืนแผ่นดินตะวันออก ซึ่งต่อมาได้พัฒนาจากวิทยาลัยครูจันทบุรี เป็นสถาบันราชภัฏรำไพพรรณี และเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีตามลำดับ อันเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่สร้างโอกาสและปูเส้นทางสู่อนาคตแก่เยาวชนและประชาชนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากพระราชกรณียกิจด้านการศึกษาแล้ว พระองค์ยังทรงส่งเสริมการเกษตรและอาชีพท้องถิ่น วางแนวคิดการพัฒนาชุมชนบนหลักการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ อันเป็นคุณูปการที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
พระราชกรณียกิจตลอดพระชนมชีพเปรียบประหนึ่งแสงอรุณที่ค่อย ๆ ทอประกายเหนือขอบฟ้า แม้มิได้สว่างจ้าในคราเดียว หากค่อย ๆ ฉายความอบอุ่น ความหวัง และความผ่องใสแห่งพระนาม “รำไพพรรณี” จึงมิใช่เพียงถ้อยคำ หากคือความหมายที่ปรากฏผ่านพระราชจริยวัตรและการอุทิศพระองค์เพื่อสังคม การประกาศของ UNESCO จึงมิใช่เพียงการสดุดีพระเกียรติคุณในฐานะพระบรมราชินี หากเป็นการรับรองบทบาทสตรีสยามผู้ทรงประกายความสง่างามเคียงคู่ประวัติศาสตร์ของชาติไทย