“เขื่อนภูมิพล” เมกะโปรเจกต์ที่เคยพลิกโฉมประเทศไทย ที่เกิดขึ้นจากความช่วยเหลือของ “ธนาคารโลก”



คุณรู้หรือไม่ว่า... เมกะโปรเจกต์ระดับประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเมื่อเกือบ 70 ปีก่อนอย่าง “เขื่อนภูมิพล” เกิดขึ้นได้เพราะเงินกู้จาก "ธนาคารโลก" (World Bank)
ใช่ครับ เขื่อนภูมิพล เขื่อนคอนกรีตโค้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของการผลิตไฟฟ้าและชลประทานของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน นั้นได้รับงบประมาณกว่าครึ่งหนึ่งมาจาก “เงินกู้” ของธนาคารโลก
วันนี้เราจะพาย้อนไปดูความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง ประเทศไทย กับ ธนาคารโลก ที่ร่วมมือกันสร้างชาติและวางรากฐานความเจริญให้คนไทยมาจนถึงทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นแห่งการพัฒนา: จากท่าเรือคลองเตย สู่แสงสว่างทั่วไทย
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกของธนาคารโลกอย่างเป็นทางการ และในปีถัดมา ประเทศไทยได้รับเงินกู้ก้อนแรกเพื่อนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นที่สุดในยุคนั้น นั่นคือ “การขุดลอกสันดอนแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อพัฒนาท่าเรือคลองเตย” รวมถึงการฟื้นฟูระบบรถไฟ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไทยส่งออกสินค้าและเชื่อมตัวเข้ากับเศรษฐกิจโลกได้
ต่อมาในปี พ.ศ. 2500 ธนาคารโลกได้อนุมัติเงินกู้สำหรับ "โครงการยันฮี" (ชื่อเดิมของเขื่อนภูมิพล) ซึ่งถือเป็นโครงการระดับเมกะโปรเจกต์ที่พลิกโฉมหน้าประเทศ ทำให้ไทยมีกระแสไฟฟ้าเพียงพอต่อการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และช่วยป้องกันอุทกภัยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน โครงการไฟฟ้าชนบท ที่ขยายสายไฟและการเข้าถึงพลังงานไปสู่หมู่บ้านห่างไกลทั่วประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง

จาก "ผู้รับเงินกู้" สู่ "พันธมิตร"
ตลอดหลายทศวรรษ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับธนาคารโลกได้พัฒนาและเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งขึ้น ประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาเงินกู้จากธนาคารโลกเหมือนในอดีตอีกต่อไป บทบาทของไทยจึงเปลี่ยนจากการเป็น "ผู้รับเงินกู้" กลายมาเป็น “พันธมิตร”
ในปัจจุบัน ธนาคารโลกทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยในการให้คำปรึกษาเชิงนโยบาย การสนับสนุนงานวิจัย และการแบ่งปันความเชี่ยวชาญระดับสากล เพื่อรับมือกับความท้าทายยุคใหม่ เช่น
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
การลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพการศึกษา
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและการเงินสีเขียว (Green Finance)

ตุลาคมนี้ ประเทศไทยจะเปิดบ้านต้อนรับธนาคารโลกอีกครั้ง
จากอดีตประเทศที่เคยต้องกู้เงินเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐาน สู่การเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของอาเซียน และมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
12 - 18 ตุลาคม 2569 นี้ ประเทศไทยจะได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร การกลับมาเยือนของผู้นำการเงินโลกในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนการเฉลิมฉลองความสำเร็จและพัฒนาการอันก้าวกระโดดของประเทศไทย
พร้อมกันนี้ ยังเป็นเวทีสำคัญที่ประเทศไทยจะได้เป็นผู้ร่วมกำหนด "ขอบฟ้าใหม่" ของเศรษฐกิจโลก
ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับผู้แทนจาก 190 ประเทศทั่วโลกไปด้วยกัน


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
บทความที่น่าสนใจ
บทความยอดนิยม