ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ทั้งความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้โดยง่าย สถานการณ์การค้าโลกที่ทวีความรุนแรง และการเมืองไทย ที่มีการปรับเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง
จากปัจจัยเชิงลบที่เกิดขึ้น แม้จะสร้างความสั่นคลอนให้กับเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ แต่ด้วยปัจจัยพื้นฐานของไทยที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้ภาคการลงทุนของไทย ยังอยู่ในแดนบวก และไทยยังคงเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของนักลงทุนจากทั่วโลก
จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในช่วง 8 เดือนแรกปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.) พบว่า มีต่างชาติขออนุญาตลงทุนในไทย จำนวน 687 ราย รวมมูลค่า 225,536 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ถึง 125%
โดย “5 อันดับแรก” ของนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในไทย ประกอบด้วย
1. ญี่ปุ่น จำนวน 125 ราย มีเงินลงทุน 71,844 ล้านบาท เน้นในธุรกิจจัดหาวัตถุดิบ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และรับจ้างผลิตสินค้า
2. สิงคโปร์ จำนวน 93 ราย เงินลงทุน 68,495 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจนายหน้าและตัวแทนสำหรับการจองและซื้อขายโทเคนดิจิทัล (Digital Token) และธุรกิจบริการ Data Center
3. จีน จำนวน 87 ราย เงินลงทุน 20,785 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจการจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ
4. ฮ่องกง จำนวน 74 ราย เงินลงทุน 12,372 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ธุรกิจบริการรับจ้างตัดโลหะ ธุรกิจบริการโทรคมนาคม และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า
5. สหรัฐอเมริกา จำนวน 105 ราย เงินลงทุน 3,433 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจนายหน้าหรือตัวแทนในการรับจองห้องพัก โรงแรม และกิจกรรมนันทนาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว
เงินลงทุนจากต่างชาติดังกล่าว เป็นการลงทุนในพื้นที่ EEC มีสัดส่วน 33% หรือคิดเป็น 74,792 ล้านบาท โดยญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์ เป็นกลุ่มนักลงทุนหลัก ที่สนใจเข้าไปลงทุนในพื้นที่ EEC
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า เม็ดเงินการลงทุนและภาคธุรกิจที่ปรากฏออกมา ส่วนใหญ่ยังคงเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิม และการเข้ามาลงทุนส่วนใหญ่ ลูกค้าจะมีซัพพลายเออร์ (Supplier) ที่ดำเนินธุรกิจในไทยอยู่แล้ว
เพื่อเป็นการต่อยอดให้ไทย เป็นเป้าหมายในการลงทุน รัฐบาลจะต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียน มีการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในภูมิภาค จึงทำให้อุตสาหกรรมในธุรกิจ E-commerce เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพสูงในด้านนวัตกรรมทางการเงิน จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะใช้จุดแข็งนี้ เพื่อผลักดันให้ไทย ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล ที่แข็งแกร่งในภูมิภาค
นอกจากนี้ ควรสนับสนุนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคอาเซียน
การเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทย แต่ต้องยอมรับว่า คู่แข่งทางการค้า โดยเฉพาะเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็มีการดึงดูดนักลงทุนและมีการพัฒนาเช่นกัน โดยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งไทยจะต้องก้าวตามให้ทัน
ดังนั้นการเข้ามารับหน้าที่บริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แม้จะมีระยะเวลาอันสั้น แต่หวังว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ รัฐบาลจะสร้างจุดขายใหม่ๆ เพื่อให้ประเทศไทย ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการลงทุน
เพราะหากไทย ยังคงหวังพึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมเดิมๆ โดยไม่สร้างจุดขายใหม่ เชื่อว่าในอนาคต ไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างแน่นอน.
มนตรี ขัดเรือง
สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย