“ชัตดาวน์สหรัฐฯ” ยืดเยื้อ...สะเทือนศก.โลก-ศก.ไทย?

ภาวะชัตดาวน์ของสหรัฐฯ (Government Shutdown) ที่ได้เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งเป็นวันแรกของปีงบประมาณ 2569 หลังจากที่วุฒิสมาชิกเดโมแครต ได้คว่ำร่างงบประมาณระยะสั้น ทำให้สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงงบประมาณได้ ส่งผลให้งบประมาณของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะสุญญากาศ

ภาวะดังกล่าว ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานและภารกิจของรัฐบาลกลาง (Federal government) ไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณชั่วคราว (Continuing Resolution : CR) ได้ ทำให้หลายหน่วยงานที่ถูกจัดว่า “ไม่จำเป็น” ต้องปิดทำการชั่วคราว ส่วนเจ้าหน้าที่จะถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าแรง

การชัตดาวน์ของสรัฐฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการชัตดาวน์ครั้งที่ 16 ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี

ทั้งนี้การชัตดาวน์ส่วนใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐฯ จะกินเวลาประมาณ 1-3 วัน และการชัตดาวน์ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2018-2019 ในสมัยรัฐบาลทรัมป์ เป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรก ถือเป็นการชัตดาวน์ที่นานที่สุด โดยมีระยะเวลานานถึง 34 วัน ส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่รัฐเกือบ 8 แสนคนไม่ได้รับเงินเดือน สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 0.2% ของ GDP สหรัฐฯ

“รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ปัญหาชัตดาวน์ครั้งนี้ สะท้อนถึงความแตกแยกเชิงโครงสร้างทางการเมืองของสหรัฐฯ โดยมีรากเหง้ามาจากหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงของรัฐบาลกลาง ซึ่งปัจจุบันแตะระดับ 37 ล้านล้านดอลลาร์ แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามลดขนาดองค์กรรัฐ ตัดงบประมาณบางส่วน และเพิ่มรายได้จากภาษีศุลกากร แต่รายจ่ายหลักยังคงอยู่ที่สวัสดิการสังคม โดยเฉพาะโครงการด้านสาธารณสุข และ ObamaCare

“การชัตดาวน์” แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนักลงทุน แต่ทุกครั้งที่เกิดขึ้นได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในเชิงจิตวิทยาและตลาดการเงินทั่วโลก และสหรัฐฯ อาจถูกปรับลดเครดิตความน่าเชื่อถือลง ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในการถือครองดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลงตามไปด้วย ทำให้นักลงทุนบางส่วนที่ไม่มั่นใจ หันไปลงทุนในตลาดทองคำมากขึ้น ทำให้ราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว มีโอกาสปรับขึ้นอีกในอนาคต

ขณะที่ประเทศไทย แม้ภาวะ “การชัตดาวน์” ของสหรัฐฯ จะดูห่างไกล แต่หากสถานการณ์ดังกล่าวยืดเยื้อออกไป ประกอบกับสหรัฐฯ ที่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับไทยอยู่แล้ว ก็จะส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวของไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง “ฟิซต์ เรทติ้ง” และ “S&P” จะประเมินว่า ภาวะการชัตดาวน์ของสหรัฐฯ จะกระทบกับเศรษฐกิจเพียงระยะสั้นเท่านั้น ในขณะที่สำนักข่าว CNBC ระบุว่า ความน่าจะเป็นล่าสุดชี้ว่า การชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจยืดเยื้อราว 11 วัน

แต่จากภาวะที่เกิดขึ้น ถือเป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรง และแม้แต่สหรัฐฯ ที่เป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้นของโลก ยังต้องเผชิญกับภาวะสั่นคลอน


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar