เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นทางการ หรือช่วงไฮซีซัน ที่เหล่าบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ต่างหวังผลประกอบการจะพลิกฟื้น หลังจากตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยอยู่ในภาวะซบเซา
ปัจจัยหลักที่ทำให้ท่องเที่ยวไทยอยู่ในช่วงขาลง ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน ภาวะสงครามในหลายสมรภูมิยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน นักท่องเที่ยวหลายประเทศ ชะลอการเดินทางและประหยัดการใช้จ่ายมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเกิดการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวรุนแรง โดยเฉพาะในย่านอาเซียนที่มีสินค้าด้านการท่องเที่ยวคล้ายกัน อาทิ เวียดนาม ที่โหมใช้กลยุทธ์ดึงนักท่องเที่ยวอย่างหนัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน ที่เคยเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย ก็หันไปเที่ยวเวียดนามกันมากขึ้น
อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมา ไทยถูกมองว่าไม่มีความปลอดภัย หลังจากที่มีคนดังของจีน ถูกหลอกเข้าสู่แก๊งคอลเซนเตอร์ หรือสแกมเมอร์ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ไทยเป็น “ทางผ่าน” ในการหลอกเหยื่อ เพื่อเข้าสู่ขบวนการเหล่านี้ และบางส่วนถึงขั้นมองว่า ไทยอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง
เมื่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบ ทำให้ความคาดหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีกว่าปีที่ผ่านมา เลือนรางและถอยห่างออกไปทุกที
และล่าสุดรัฐบาลมองเห็นปัญหา ประกาศเร่งเดินหน้าสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย รวมทั้งแก้ไขปัญหาการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว อีกทั้งแสดงเจตนารมณ์กับนานาประเทศ ที่จะร่วมกันในการกวาดล้างกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์
เมื่อรัฐบาลไทยมีเจตนารมณ์ชัดเจน ที่จะนำพาภาคการท่องเที่ยวไทย กลับมายืนอยู่แถวหน้าของโลกอีกครั้ง แต่ทั้งหมดเป็นปัจจัยภายในประเทศ ที่ไทยจะต้องเร่งดำเนินการ เพื่อทำให้นโยบายดังกล่าว เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า เมื่อประเทศไทยเดินหน้าเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย แต่ประเทศคู่แข่งอื่นๆ ก็ขยับตัวเดินหน้าเช่นกัน
เพราะล่าสุด ประเทศจีนที่เคยเป็นนักท่องเที่ยวหลักของไทย ก็จัดหนักที่จะดึงต่างชาติ ให้เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศของตนเช่นกัน โดยขยาย “ฟรีวีซ่า” แก่พลเมืองใน 76 ประเทศ รวมทั้งไทย ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากมาตรการควบคุมโควิด-19 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
การขยายเวลา “ฟรีวีซ่า” ของจีนครั้งนี้ ครอบคลุมประเทศในยุโรปจำนวน 32 ประเทศ รวมถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศในอเมริกาใต้ และชาติในอ่าวอาหรับ ด้วย
แต่ขณะที่สหรัฐฯ แคนาดา และสหราชอาณาจักร ไม่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิเข้าจีน โดยไม่ต้องขอวีซ่า
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของจีน เผยว่า ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ มีต่างชาติเดินทางเข้าจีน มากกว่า 7.2 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 48.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และในจำนวนนี้ 72.2% เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศที่ได้ฟรีวีซ่า
เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย อย่าง “จีน” ขยับปีก ด้าน “ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร” ประธานที่ปรึกษา และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เผยว่า ภาคการท่องเที่ยวไทย ไม่สามารถปล่อยให้เดินหน้าไปตามธรรมชาติได้อีกต่อไป ภาครัฐจะต้องเข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งสร้างความไม่เชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการเดินทาง เร่งภาพลักษณ์ของไทยในสายตานักท่องเที่ยว เพราะตอนนี้นอกจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะลดลงแล้ว แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจากไต้หวัน ฮ่องกง รวมถึงเกาหลีใต้ ก็เริ่มชะลอตัวในการเข้ามาเที่ยวไทย เช่นกัน
ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์รายได้รวมท่องเที่ยวตลอดปี 2568 อยู่ที่ 2.66 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เทียบกับปีที่แล้ว ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน ลดลง 6% ในขณะที่รายได้ตลาดในประเทศ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%จากนักท่องเที่ยวไทย 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2%
และในช่วงปลายปี ทาง ททท.ตั้งเป้าว่า กิจกรรมใหญ่ๆ ที่จะเกิดขึ้น จะปลุกบรรยากาศให้กลับมาคึกคัก กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เพื่อแก้เกมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลง
เมื่อการท่องเที่ยวไทย เพิ่มโจทย์ยากเข้ามาท้าทาย ทำให้ไทยจะต้องเร่งปรับกลยุทธ์ เพื่อให้ทันเกมคู่แข่งขันในตลาดโลก
และที่สำคัญ...อย่าลืมกระตุ้น “ไทยเที่ยวไทย” เพราะนี่ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการท่องเที่ยวไทย ที่จะต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการไทย ให้สามารถเดินต่อไปได้ ท่ามกลางมรสุมการแข่งขันที่รุนแรง.