<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป]]></title>
<link>https://foreign.prd.go.th/th/content/category/index/id/2881</link>
<atom:link href="https://foreign.prd.go.th/th/content/category/index/id/2881" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“DITP” สานต่อพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ดันผ้าชุมชนสู่ตลาดโลก ชู “ดอนกอย” บนเวที Asian Games 2026]]></title>
<link>https://foreign.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2881/iid/536650</link>
<guid isPermaLink="false">4aff06616d70d0fcd0925d86d58bfc7b</guid>
<pubDate>Sat, 29 Aug 2026 14:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;DITP&rdquo; สานต่อพระดำริ &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; ดันผ้าชุมชนสู่ตลาดโลก ชู &ldquo;ดอนกอย&rdquo; บนเวที Asian Games 2026</p>

<p>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสานต่อแนวพระดำริ &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการส่งเสริมและต่อยอดผ้าไทยสู่ตลาดสากล ชูศักยภาพภูมิปัญญาท้องถิ่นผสานการออกแบบ แฟชั่น และการตลาดระหว่างประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มและเปิดโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการและชุมชนไทย สอดรับกับโอกาสสำคัญที่ผ้าฝ้ายทอมือจากบ้านดอนกอย จังหวัดสกลนคร ได้รับการนำมาเป็นส่วนหนึ่งของชุดพิธีการทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขัน Asian Games 2026 ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การออกแบบของแบรนด์ SIRIVANNAVARI โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ</p>

<p>วันที่ 28 สิงหาคม 2569 นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ให้ความสำคัญกับการสานต่อแนวพระดำริ &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงมุ่งมั่นสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาการทอผ้าไทย ให้สามารถพัฒนาอย่างร่วมสมัย ควบคู่กับการสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน โดย DITP มีบทบาทในการนำศักยภาพของผ้าไทยและผลิตภัณฑ์แฟชั่นไทยไปเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ ผ่านการพัฒนาผู้ประกอบการ การออกแบบ การสร้างแบรนด์ และการเชื่อมโยงผู้ซื้อและพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศ</p>

<p>&ldquo;การที่ผ้าฝ้ายทอมือจากบ้านดอนกอย จังหวัดสกลนคร ได้รับเลือกเป็นส่วนหนึ่งของชุดพิธีการทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขัน Asian Games 2026 ภายใต้การออกแบบของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ถือเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนและคนไทย และเป็นอีกภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นว่า ผ้าไทยจากท้องถิ่นสามารถก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติได้ เมื่อได้รับการต่อยอดผ่านงานออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสใหม่ให้กับผ้าไทยในตลาดโลก&rdquo; นางสาวสุนันทา กล่าว</p>

<p>ชุดพิธีการทัพนักกีฬาไทยในครั้งนี้ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด &ldquo;The Art of Unity&rdquo; หรือ &ldquo;ศิลปะแห่งความเป็นหนึ่งเดียว&rdquo; โดยนำอัตลักษณ์ของผ้าไทยมาผสานกับแฟชั่นร่วมสมัย สะท้อนความมุ่งมั่น ความประณีต และพลังแห่งความสามัคคีของคนไทย ขณะเดียวกันยังนำผ้าฝ้ายทอมือจากชุมชนบ้านดอนกอย จังหวัดสกลนคร ซึ่งมีภูมิปัญญาการทอและย้อมครามที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น มาเป็นส่วนหนึ่งของผลงานออกแบบที่จะเดินทางไปพร้อมกับทัพนักกีฬาไทยสู่เวทีเอเชีย โดยมีนักกีฬาและทีมงานไทยกว่า 900 คนร่วมเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันครั้งนี้</p>

<p>อธิบดี DITP กล่าวว่า สำหรับภารกิจของ DITP การส่งเสริมผ้าไทยไม่ได้มุ่งเพียงการเผยแพร่ความงดงามและอัตลักษณ์ของผ้าไทย แต่ให้ความสำคัญกับการสร้าง &ldquo;โอกาสทางการค้า&rdquo; โดยนำผ้าและผลิตภัณฑ์จากชุมชนมาพัฒนาร่วมกับนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญของตลาดเป้าหมาย เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละประเทศ และเชื่อมโยงไปสู่การซื้อขายจริง</p>

<p>ที่ผ่านมา DITP โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ได้ร่วมกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT และบริษัท OMIYA จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ดำเนินโครงการ &ldquo;Thai Kimono Project&rdquo; นำผ้าทอไทยภายใต้โครงการ &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ มาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตกิโมโนของญี่ปุ่น โดยมีการนำผ้าจากดอนกอย จังหวัดสกลนคร และนาหว้า จังหวัดนครพนม ไปพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์กิโมโนสำหรับตลาดญี่ปุ่น สร้างมิติใหม่ให้กับการนำผ้าไทยไปต่อยอดในต่างประเทศ&nbsp;</p>

<p>โครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับจากตลาดญี่ปุ่นอย่างดี โดยมียอดสั่งซื้อกว่า 1,000 ออเดอร์ มูลค่ากว่า 17.6 ล้านเยน และช่วยให้ผ้าไทยสามารถจำหน่ายได้ในปริมาณมากขึ้นและมีมูลค่าสูงขึ้นกว่าเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำภูมิปัญญาผ้าไทยมาผสานกับการออกแบบและความต้องการของตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>&ldquo;DITP จะเดินหน้าสานต่อแนวพระดำริในการส่งเสริมผ้าไทยให้สามารถก้าวสู่ตลาดสากล โดยใช้กลไกการค้าระหว่างประเทศเชื่อมโยงผ้าไทยกับนักออกแบบ ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการและชุมชนสามารถพัฒนาสินค้าให้มีความร่วมสมัย มีเรื่องราว และตอบโจทย์ตลาดโลก เพื่อให้คุณค่าของผ้าไทยไม่เพียงได้รับการชื่นชมในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม แต่สามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน&rdquo; นางสาวสุนันทา กล่าว</p>

<p>การที่ผ้าจากชุมชนบ้านดอนกอยได้ก้าวสู่ชุดพิธีการทัพนักกีฬาไทยใน Asian Games 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ผ้าไทยสามารถเดินทางจากชุมชนสู่เวทีโลกได้ ผ่านพลังของพระวิสัยทัศน์ด้านผ้าและแฟชั่น การออกแบบร่วมสมัย และกลไกการค้าระหว่างประเทศ ซึ่ง DITP พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงโอกาสดังกล่าวให้เกิดการรับรู้ การเจรจาธุรกิจ และการสร้างตลาดใหม่ เพื่อให้ผ้าไทยและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ของไทยสามารถเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://foreign.prd.go.th/th/file/get/file/20260829d037f061ef740ad1d84e05a10177d0a9150006.jpg' type='image/jpg' length='80954' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“กระทรวงพลังงาน-ดีเอ็มจี อีเว้นท์” เตรียมเปิดฉาก “Gastech 2026” มหกรรมพลังงานครั้งยิ่งใหญ่ ดึงผู้บริหาร C-Level ทั่วโลกปลุกกรุงเทพฯ หนุนคลื่นดีมานด์–การลงทุนระดับภูมิภาค ดีเดย์ 14 ก.ย. นี้]]></title>
<link>https://foreign.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2881/iid/536410</link>
<guid isPermaLink="false">59d119a148c53a0c070383a496639790</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 13:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://foreign.prd.go.th/cms/s17/u2231/รูปประชาสัมพันธ์/788846639_1370677311875168_65790.jpg" style="width: 1440px; height: 720px;" /></p>

<p>27 สิงหาคม 2569 -&nbsp;กระทรวงพลังงาน (พน.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และ บริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ พร้อมพันธมิตรผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานโลก เตรียมจัดงาน &ldquo;Gastech 2026&rdquo; งานประชุมและนิทรรศการระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติและ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ ไฮโดรเจน การเดินเรือและอุตสาหกรรมทางทะเล ระบบไฟฟ้า และ AI เพื่อภาคพลังงาน ระหว่างวันที่ 14&ndash;17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานโลกในการขยายความร่วมมือ เร่งการลงทุน และผลักดันเทคโนโลยีและโซลูชันที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบพลังงานให้มีความมั่นคง เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และยั่งยืน พร้อมรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>

<p>ปัจจุบัน เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางพลังงานสำคัญของโลก จากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI นำมาสู่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้ความต้องการพลังงานในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ระบุว่า ในปี 2567 การเติบโตของดีมานด์พลังงานทั่วโลกกว่า 80% มาจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกขยายตัว 4.3% และการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วงปี 2568&ndash;2573 ขณะที่การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 108 ล้านล้านบาท</p>

<p>จากแนวโน้มดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้เตรียมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน Gastech 2026 เวทีสำคัญที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตพลังงาน ผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี นักลงทุน ผู้ค้าพลังงาน และผู้ประกอบการสาธารณูปโภคจากทั่วโลก เพื่อร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาระบบพลังงานให้รองรับดีมานด์ล่าสุด ควบคู่กับการเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรุงเทพมหานครถือเป็นจุดหมายการจัดงานที่ตอบโจทย์การรวมตัวครั้งสำคัญของผู้นำพลังงานโลก ด้วยทำเลเชิงยุทธศาสตร์ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน LNG ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยการจัดงาน Gastech ในปีนี้มีวิทยากรกว่า 800 ราย การประชุมกว่า 200 รายการ และ 18 โปรแกรมเฉพาะทาง ที่จะร่วมเจาะลึกระบบพลังงาน เทคโนโลยี และการลงทุนที่จำเป็นสำหรับอนาคต</p>

<p>นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า &ldquo;จากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเอเชีย การเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างพันธมิตรระยะยาว จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของประชากรหลายพันล้านคนทั่วภูมิภาค โดย Gastech 2026 จะเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่รวบรวมผู้นำด้านพลังงานจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางระบบพลังงานแห่งอนาคต อันเป็นรากฐานของความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมของเอเชียในระยะยาว&rdquo;</p>

<p>ภายในงาน Gastech ประกอบด้วยการจัดการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Conference) โดยมีรัฐมนตรีด้านพลังงาน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและพิจารณานโยบาย ความร่วมมือ และกรอบการลงทุนที่จำเป็นต่อการสนับสนุนการเติบโตในระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่ความมั่นคงทางพลังงาน การกระจายแหล่งอุปทาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือด้านกฎระเบียบ ไปจนถึงบทบาทของพลังงานในการขับเคลื่อนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจสำหรับทั้งกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา-กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว</p>

<p>ทั้งนี้ Gastech ยังรวมตัวผู้บริหารระดับสูงจากธุรกิจพลังงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนาระดับผู้นำ พร้อมเปิดโอกาสให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือ การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานที่ซับซ้อน นำโดย ดร. นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารจากองค์กรพลังงานชั้นนำระดับโลก อาทิ ปิโตรนาส, INPEX, Woodside Energy, ExxonMobil, Chevron Global Gas ฯลฯ</p>

<p>หนึ่งในไฮไลต์ใหม่ของการจัดงานปีนี้คือ Electrification Strategic Conference Programme หรือการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ด้านระบบไฟฟ้า ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเจาะลึกเทคโนโลยี ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป และแนวทางการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ สนับสนุนความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ AI ผ่านการนำเสนอแนวทางที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น ควบคู่กับการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการ</p>

<p>นอกจากนี้ยังมีการจัด Global Energy Regulators Forum ที่รวบรวมหน่วยงานกำกับดูแล ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำภาคอุตสาหกรรม เพื่อหารือถึงแนวทางการพัฒนากรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ซึ่งจะเอื้อต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เร่งการพัฒนานวัตกรรม และสนับสนุนให้ระบบพลังงานมีความมั่นคง เชื่อถือได้ และเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ Japan Energy Programme จะเจาะลึกการปรับยุทธศาสตร์ LNG ของญี่ปุ่น แนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้า และประเด็นด้านความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนผลกระทบต่อทิศทางของตลาดพลังงานในเอเชียและตลาดโลก</p>

<p>พร้อมกันนี้ ในปีนี้ยังมีการเปิดตัว AixEnergy อีกหนึ่งแพลตฟอร์มใหม่ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับ Gastech การรวมตัวของผู้นำจากภาคพลังงาน เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเจาะลึกโอกาสสำคัญ จากเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง AI และภาคพลังงาน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาพลังงานเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และประสิทธิผลในการดำเนินงานของระบบพลังงาน</p>

<p>Gastech 2026 ยังเปิดพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากหน่วยงานด้านพลังงานชั้นนำทั่วโลก ซึ่งจะเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้จัดหาพลังงาน ผู้ซื้อ ผู้ประกอบการสาธารณูปโภค ผู้พัฒนาโครงการ นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยีจากนานาประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถต่อยอดการหารือเชิงยุทธศาสตร์สู่โอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การรวมตัวของทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่พลังงาน จะช่วยต่อยอดการหารือสู่ข้อตกลงทางธุรกิจและการลงทุนที่เป็นรูปธรรม โดยสะท้อนจากความสำเร็จของการจัดงาน Gastech 2025 ในปีก่อนหน้า ซึ่งสนับสนุนการเกิดข้อตกลงทางธุรกิจและการลงทุนมูลค่ากว่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือในอุตสาหกรรมพลังงานโลก</p>

<p>สำหรับการจัดงานในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ในฐานะพันธมิตรด้านการจัดงาน Chevron, ExxonMobil และ Shell ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน (Co-hosts) โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) เป็นพันธมิตรระดับประเทศ พร้อมด้วย บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมเป็นผู้สนับสนุนระดับประเทศ</p>

<p>นายคริสโตเฟอร์ ฮัดสัน ประธานบริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ กล่าวว่า &ldquo;ทิศทางของตลาดพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมในเอเชียและทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI และการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น กำลังสร้างทั้งความต้องการและรูปแบบการใช้พลังงานใหม่ ๆ Gastech จึงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคพลังงาน เทคโนโลยี สาธารณูปโภค และการลงทุน ได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน เพื่อผลักดันการหารือไปสู่ความร่วมมือ การลงทุน และโครงการที่เกิดขึ้นจริง ด้วยศักยภาพของภูมิภาคที่มีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรุงเทพฯ จึงเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับการหารือเพื่อขับเคลื่อนประเด็นพลังงานของภูมิภาคในครั้งนี้&rdquo;</p>

<p>ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดงาน และลงทะเบียนสำหรับผู้ชมเข้างานและสื่อมวลชนได้ทางเว็บไซต์ <a href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.gastechevent.com%2F%3Ffbclid%3DIwcGRvZgFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETF5Y2wzb3RnZEpYaTFYZkhMc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHlc2XKTjpubRLaRfjztUpIcGEX4YN4MKxJ6K1B5bKwvuioludWAtGc7Fp_8G_aem_CGitogwZJPbFjzfOBXvXFw&amp;h=AUBFUICGMZ8q8YEsd_rtXCR3ZQbh9t5skU9441rtkEsYwqSWlVWo2YkCyoagTd-oz8yP2ofrCFzTZ2l2mJjkaymU20YwISuEcf7YxQSLi42vJSdEscTvkwh3ck0NfMlGhgvJMn_yHZCFN8rU&amp;__tn__=-UK-R&amp;c[0]=AUCKbHp7XXP86vT5pGcrEvmsryeh-yXQE9EtjLBosRORXpAnF0FblITwdf3HU9_JI8UHcN-Ahin7y2bUHeNKGwrQ8E294quQQES1YSrKXGTIt7zPxqR5iXdctcePQ9E403Dp734Sq5ixzbssT8z8fLRfzQP5okeD7SCQ_1tD4w" rel="nofollow noreferrer" role="link" tabindex="0" target="_blank">www.gastechevent.com</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://foreign.prd.go.th/th/file/get/file/202608280500c4405746283af8c4535529f2b49d133642.jpg' type='image/jpg' length='107705' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[จากทางหลวงสายแรกสู่แลนด์มาร์กใหม่: ย้อนรอย World Bank กับภารกิจปั้น ‘สะพานเกาะลันตา’ เชื่อมไทยสู่ความเจริญ]]></title>
<link>https://foreign.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2881/iid/536409</link>
<guid isPermaLink="false">6c323a39dd49061fa30108ea4b1cacb1</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 13:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://foreign.prd.go.th/cms/s17/u2231/infographic/788487093_1371183748491191_35495.jpg" style="width: 1080px; height: 1350px;" /></p>

<p>ถ้าย้อนเวลากลับไปสัก 60-70 ปีก่อน การเดินทางข้ามจังหวัดในไทยอาจต้องพึ่งดวงพอๆ กับพึ่งเครื่องยนต์ แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลัง &ldquo;ถนนลาดยางสายแรกๆ&rdquo; หรือโครงข่ายทางหลวงที่วิ่งฉลุยทั่วประเทศในยุคบุกเบิก มีชื่อของ กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เป็นผู้คอยซัพพอร์ตทั้งเงินทุนและองค์ความรู้มาโดยตลอด<br />
<br />
จากการตัดถนนบุกเบิกเชื่อมเมืองใหญ่ในวันนั้น วันนี้ World Bank Group จับมือกับไทยอีกครั้งในเมกะโปรเจกต์อย่าง &quot;โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา&quot; ที่พร้อมจะเปลี่ยนวิถีชีวิตคนใต้<br />
<br />
สะพานนี้สร้างแล้วดียังไง?<br />
<img alt="🔹" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tf3/1/16/1f539.png" width="16" />&nbsp;โบกมือลาตำนาน &ldquo;รอแพขนานยนต์จนหลับ&rdquo;: ใครเคยไปเที่ยวเกาะลันตาช่วงไฮซีซันคงรู้ซึ้งถึงคิวรอข้ามแพขนานยนต์ที่ยาวเหยียด ยิ่งถ้าเป็นเคสฉุกเฉินทางการแพทย์ ทุกนาทีคือชีวิต สะพานนี้จึงไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็น &ldquo;เส้นเลือดใหญ่&rdquo; ที่ร่นเวลาข้ามฟากจากหลักชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่นาที<br />
<img alt="🔹" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tf3/1/16/1f539.png" width="16" />&nbsp;ดีลเงินกู้ระดับอินเตอร์: รัฐบาลไทยจับมือ World Bank Group จัดแพ็กเกจเงินกู้ร่วมระดับหลายพันล้านบาท การันตีด้วยมาตรฐานวิศวกรรมระดับสากล ไม่ใช่แค่สร้างให้เสร็จ แต่ต้องทนทาน คุ้มค่า และโปร่งใสทุกขั้นตอน<br />
<img alt="🔹" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tf3/1/16/1f539.png" width="16" />&nbsp;สร้างสะพานแบบสายกรีน: จุดเด่นของสะพานนี้คือความใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยผ่านการประเมินกรอบสิ่งแวดล้อมและสังคมระดับสากล (Environmental and Social Framework - ESF) ลดผลกระทบต่อป่าชายเลนและแนวปะการัง พร้อมดีไซน์ทัศนียภาพให้กลายเป็นแลนด์มาร์กเช็กอินแห่งใหม่ที่สายคอนเทนต์ต้องหลงรัก<br />
<img alt="🔹" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tf3/1/16/1f539.png" width="16" />&nbsp;เงินสะพัดตั้งแต่ชาวเลถึงรีสอร์ตหรู: การคมนาคมที่ไร้รอยต่อคาดว่าจะช่วยกระจายเม็ดเงินท่องเที่ยวสู่ชุมชนโดยตรง ขณะที่ชาวประมงและเกษตรกรท้องถิ่นก็ขนส่งของสดเข้าสู่ฝั่งได้รวดเร็วทันใจ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้มหาศาล<br />
<br />
ความร่วมมือกว่า 70 ปีที่เริ่มต้นจากถนนลาดยางสายแรก มาจนถึงสะพานเชื่อมเกาะลันตาในวันนี้ กำลังจะเดินทางมาถึงหมุดหมายครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อประเทศไทยเตรียมเปิดบ้านเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ในวันที่ 12 &ndash; 18 ตุลาคม 2569 ซึ่งนับเป็นการหวนคืนสู่เวทีไทยอีกครั้งในรอบ 35 ปี ตอกย้ำมิตรภาพอันยาวนาน และเป็นจังหวะก้าวสำคัญที่ไทยจะได้ร่วมขับเคลื่อนทิศทางเศรษฐกิจและอนาคตที่ยั่งยืนไปพร้อมกับประชาคมโลก<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://foreign.prd.go.th/th/file/get/file/20260828eb83f1616d494c50cd390b7bd02e02d5133400.jpg' type='image/jpg' length='158475' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["ศุภจี" ประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวผ่านแพลตฟอร์ม TAGTHAi หวังยกระดับแพลตฟอร์มท่องเที่ยวไทย เชื่อมข้อมูล สินค้า บริการ สู่เศรษฐกิจชุมชน ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงสินค้า และบริการของชุมชนมากขึ้น]]></title>
<link>https://foreign.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2881/iid/536115</link>
<guid isPermaLink="false">79533a961725f22e9f720a02d1671831</guid>
<pubDate>Thu, 27 Aug 2026 14:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://foreign.prd.go.th/cms/s17/u2231/รูปประชาสัมพันธ์/ปก_ข่าว_ลง_เพจ_6_.png" style="width: 1080px; height: 1080px;" /></p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวผ่านแพลตฟอร์ม TAGTHAi เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้เชื่อมโยงทั้งด้านข้อมูล แหล่งท่องเที่ยว สินค้า บริการ และผู้ประกอบการในพื้นที่ ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลมีแนวทางปรับรูปแบบการท่องเที่ยวจากการมุ่งเน้นเพียง &ldquo;จำนวนนักท่องเที่ยว&rdquo; ไปสู่ &ldquo;การท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจ&rdquo; โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มการใช้จ่ายและระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว รวมถึงนำจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ ทั้งสินค้า อาหาร วัฒนธรรม งานหัตถกรรม และผลิตภัณฑ์ชุมชน มาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายไปสู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น</p>

<p>.</p>

<p>สำหรับแนวทางการพัฒนา TAGTHAi ที่ประชุมเห็นถึงศักยภาพในการยกระดับสู่ National Tourism Integration Platform เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและบริการด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ เข้าสู่ระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อนในการพัฒนาแพลตฟอร์มของแต่ละพื้นที่ และอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนและเข้าถึงบริการด้านการท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกและไร้รอยต่อ ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากการใช้งานแพลตฟอร์มสามารถนำมาพัฒนาเป็น Tourism Data Intelligence เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว สนับสนุนการวางแผนและกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการมากยิ่งขึ้น</p>

<p>นอกจากนี้ TAGTHAi ยังสามารถเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยวของประเทศ โดยภาครัฐ และพันธมิตรสามารถร่วมประชาสัมพันธ์การใช้งานแพลตฟอร์มผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมถึง นำสินค้า และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะสินค้าคุณภาพและผลิตภัณฑ์ผ้าไทย มาจัดทำเป็นแคตตาล็อก และนำเสนอผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงสินค้า และบริการของชุมชนได้มากขึ้น เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับการค้า และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น</p>

<p>ที่ประชุม ยังให้ความสำคัญกับการกำหนดบทบาทของ TAGTHAi ให้ชัดเจน ทั้งการเป็นแพลตฟอร์มข้อมูล และช่องทางเชื่อมโยงไปสู่การทำธุรกรรมด้านการท่องเที่ยว ควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความปลอดภัยของผู้ใช้งาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ</p>

<p>ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะพิจารณาแนวทางนำ TAGTHAi ไปเชื่อมโยงกับโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; เพื่อเพิ่มการรับรู้และขยายฐานผู้ใช้งาน ตลอดจนส่งเสริมให้แพลตฟอร์มเป็นกลไกเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวกับสินค้าและบริการของไทย เพิ่มโอกาสทางการตลาดและกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชน</p>

<p>นางศุภจี ยังย้ำว่า รัฐบาลมุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เป็นมากกว่าการสร้างจำนวนนักท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มการใช้จ่าย และระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว พร้อมนำเทคโนโลยี และข้อมูลมาใช้ในการวางแผน และบริหารจัดการการท่องเที่ยว เพื่อเชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ชุมชน และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้ และความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://foreign.prd.go.th/th/file/get/file/20260827a42120ef61389ecf9379e7f4ed681a00143647.png' type='image/png' length='1528450' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ชวนเปิดมุมใหม่ “จันทบุรี” ผ่านเทศกาลภาพยนตร์ “microWAVE FILM FEASTival” ปรุงเมืองแห่งแสงจันท์ผ่าน “ภาพยนตร์ อาหาร แฟชั่น ศิลปะ” 25 - 30 สิงหาคม 2569]]></title>
<link>https://foreign.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2881/iid/535678</link>
<guid isPermaLink="false">b7dc69d7cdc10cd811b6d9d770500502</guid>
<pubDate>Wed, 26 Aug 2026 14:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://foreign.prd.go.th/cms/s17/u2231/รูปประชาสัมพันธ์/unnamed.jpg" style="width: 1000px; height: 1250px;" /></p>

<p>สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตร เตรียมจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ &ldquo;microWAVE FILM FEASTival เทศกาลรวมคลื่น~หนังเคลื่อน ภาค 3 จันทบุรี&rdquo; โดย CEA ใช้เทศกาลเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับพื้นที่ ผ่านการเชื่อมโยง &ldquo;คน&ndash;พื้นที่&ndash;ทุนวัฒนธรรม&rdquo; เพื่อเปิดประสบการณ์และสร้างการรับรู้เมืองรองในมุมใหม่ พร้อมวางรากฐานการเติบโตของระบบนิเวศสร้างสรรค์ในระยะยาว ทั้งการเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรสร้างสรรค์ (Creative Talents) การร่วมออกแบบกิจกรรมและพัฒนาศักยภาพผู้จัดในพื้นที่ (Co-curate &amp; Train the Maker) การสร้างแรงบันดาลใจข้ามศาสตร์เพื่อนำไปสู่การสร้างแบรนด์เมือง (Cross-disciplinary Inspiration to City Branding) ตลอดจนการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเมืองรองอย่างจันทบุรี&nbsp; ในระหว่างวันที่ 25 - 30 สิงหาคม 2569 ณ ย่านชุมชนริมน้ำจันทบูร, จันทบุรีมัลติเพล็กซ์, ตลาดเฉลิมจันท์, วัดเขตร์นาบุญญาราม และพื้นที่โดยรอบในอำเภอเมืองจันทบุรี microWAVE FILM FEASTival กับการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์เมืองรอง</p>

<p><br />
การจัดเทศกาลสร้างสรรค์ในพื้นที่เมืองรองเป็นอีกแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของ CEA ที่มุ่งนำความคิดสร้างสรรค์มาเชื่อมโยงกับทุนทางวัฒนธรรมและศักยภาพเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้าง &ldquo;ประสบการณ์ใหม่ของเมือง&rdquo; และทำให้ผู้คนมองเห็นคุณค่าของเมืองผ่านมิติที่หลากหลาย นำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการ ชุมชน และบุคลากรสร้างสรรค์ในพื้นที่<br />
สำหรับ microWAVE FILM FEASTival จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยเคลื่อนคลื่นมายัง &ldquo;จันทบุรี&rdquo; เมืองที่มีเสน่ห์จากความหลากหลายของอาหาร อัญมณี สถาปัตยกรรม ชุมชนเก่า วิถีชีวิต และเรื่องราวริมสายน้ำ เทศกาลครั้งนี้จึงเลือก &ldquo;FEASTival&rdquo; มาเป็นแนวคิดหลัก เปรียบเสมือนมื้อพิเศษที่รวบรวมรสชาติและรสนิยมอันเป็นเอกลักษณ์ของเมือง โดยมี &ldquo;ภาพยนตร์&rdquo; เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้คนกับพื้นที่ และพาไปค้นพบจันทบุรีในมิติที่อาจไม่เคยเห็นมาก่อน ผ่าน 4 กลยุทธ์ ดังนี้<br />
1. เชื่อมโยงเครือข่ายคนสร้างสรรค์ (Creative Talents): เชื่อมนักสร้างสรรค์ในพื้นที่ และคนรุ่นใหม่ที่กลับมาทำงานในบ้านเกิดให้แลกเปลี่ยนและร่วมงานกัน เพื่อสร้างเครือข่ายที่เติบโตได้ในระยะยาว<br />
2. ร่วมออกแบบและพัฒนาศักยภาพผู้จัดเทศกาล (Co-curate &amp; Train the Maker): โดย CEA ทำงานร่วมกับกลุ่มเสน่ห์จันท์ ต่อยอดศักยภาพคนในพื้นที่สู่กิจกรรมสร้างสรรค์ พร้อมเปิดโอกาสให้คนท้องถิ่นจัดงานจริง<br />
3. สร้างแรงบันดาลใจข้ามศาสตร์ สู่การสร้างแบรนด์เมือง (Cross-disciplinary Inspiration to City Branding): เชื่อม อาหาร - ภาพยนตร์ - ศิลปะ - วัฒนธรรม เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของจันทบุรีในมุมใหม่ สร้างภาพจำและภาพลักษณ์เมือง พร้อมสนับสนุนเป้าหมายของจังหวัดจันทบุรีในการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ในสาขาด้านอาหาร (UNESCO Creative City of Gastronomy)<br />
4. ขยายผลสู่พื้นที่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Indirect Impact): เชื่อมพื้นที่สร้างสรรค์จากย่านริมน้ำไปสู่พื้นที่ใหม่ ทั่งตลาดเก่า โรงภาพยนตร์เก่า และ Micro Cinema ของคนรุ่นใหม่ให้เป็นเส้นทางสร้างสรรค์ ฟื้นชีวิตพื้นที่ ยกระดับการเกิด Creative Cluster และธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ในอนาคต</p>

<p><strong>ไฮไลต์กิจกรรมสร้างสรรค์</strong><br />
เทศกาลอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมที่ผสมผสานภาพยนตร์ อาหาร และศิลปะเข้าด้วยกัน เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ตลอด 6 วันเต็ม โดยเทศกาลฯ แบ่งเป็น 2 ช่วงกิจกรรม ดังนี้ (1) สำหรับคนทำหนังรุ่นใหม่ (25 - 27 ส.ค.) และ (2) เปิดพื้นที่เต็มรูปแบบสำหรับบุคคลทั่วไป (28 - 30 ส.ค.) ดังนี้<br />
SCREENING : การจัดฉายภาพยนตร์หลากหลายแนวรวมกว่า 27 เรื่อง นำเสนอผ่านโปรแกรมที่น่าสนใจ เช่น The SHORTs: หนังสั้นนักศึกษาจบใหม่, Lingering Flavour: เรื่องราวของผู้คนเกี่ยวกับกับอาหาร ที่เชื่อมโยงการเติบโต การเปลี่ยนผ่านของช่วงวัย ไปจนถึงการค้นหาตนเอง , Here, There and Everywhere: เรื่องเล่าของความรักหลากรสที่เคลื่อนผ่านพื้นที่ของเมืองต่างๆ ตั้งแต่ร้านขายเครื่องประดับ ตรอกเล็กในเมืองเก่า ไปจนถึงโรงภาพยนตร์ร้างหวนให้นึกถึงบริบทของเมืองจันท์ และ Special Short Programs: ภาพยนตร์สั้นยชวนสำรวจความสัมพันธ์ของผู้คนกับพื้นที่เมืองจันท์และสายน้ำ โดยจัดฉายในหลายพื้นที่ รวมถึงไมโครซีเนม่าแห่งแรกของเมืองจันท์ (Bliss Project) และยังมีกิจกรรม Post-screening Talk &ldquo;จันท์ จาก จร&rdquo; โดยผู้กำกับชื่อดังอย่าง คงเดช จาตุรันต์รัศมี, อสมาภรณ์ สมัครพันธ์ และ ทวีโชค ผสม<br />
LIVING CINEMA : เนรมิตพื้นที่ตลาดเฉลิมจันท์ (โภคศิริ) ให้กลายเป็น &ldquo;โรงละครกินได้&rdquo; นำเสนอละครเวทีรูปแบบ Immersive Theatre เรื่อง &ldquo;จันท์ 2518&rdquo; นำแสดงโดยนักแสดงชั้นนำ นก - สินจัย เปล่งพานิช, ปาน - ธนพร แวกประยูร และ โอ - อนุชิต สพันธุ์พงษ์ (จัดแสดงเพียง 2 รอบ ในวันที่ 28 และ 29 ส.ค. เวลา 17.00 - 18.30 น. จำกัดเพียง 60 ที่นั่ง/รอบ) ชวนผู้ชมย้อนวันวานอันรุ่งโรจน์ของตลาดและโรงหนังเก่า โดยสามารถสั่งอาหารและนั่งล้อมวงกินไปพร้อมกับการรับชมการแสดงจันทร์ลวง (A FILM WALK WITH THE MOON): โปรแกรมดูหนังรูปแบบใหม่ พาเดินทัวร์ย่านชุมชนริมน้ำจันทบูรยามค่ำคืน เพื่อชมภาพยนตร์สั้นและ VDO Art จาก 6 ศิลปิน สำรวจร่องรอยความทรงจำของเมืองที่ค่อย ๆ พร่าเลือน (จัดเฉพาะวันที่ 26, 28 และ 29 ส.ค. จำกัดผู้เข้าร่วมรอบละ 30 คน)<br />
CONVERSATIONS : เสวนาสุดพิเศษ ณ สถานรับเลี้ยงเด็กบ้านยอแซฟพิทักษ์ เช่น &ldquo;เปิดบทหน้าแรก โปรดิวเซอร์สแกนหาอะไร?&rdquo; แชร์มุมมองจากโปรดิวเซอร์ โดย โสฬส สุขุม (โปรดิวเซอร์หนังอิสระ), ทศพล ทิพย์ทินกร (GDH), ภุชงค์ ตันติสังวรากูร (ภาพดีทวีสุข) และ กนกพร บุญธรรมเจริญ ในวันที่ 28 ส.ค. เวลา 11.00 - 12.30 น. จำกัด 50 ที่นั่ง<br />
&ldquo;รสนัวในครัวไทย สู่ฟิล์มนัวร์สุดเฉียบ&rdquo; เมื่อความอร่อยเล่าเรื่องแทนบทพูด โดย หมี - จิรณรงค์ วงษ์สุนทร, แคลร์ - จิรัศยา วงษ์สุทิน และ วรรณแวว-แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ (ผู้กำกับ เธอกับฉันกับฉัน) ในวันที่ 28 ส.ค. เวลา 14.00 - 15.30 น.<br />
&ldquo;ตัวละครเกิดในกระดาษ แต่โตในห้องแต่งตัว&rdquo; ศาสตร์การเนรมิตตัวละคร โดย วิสาข์ คงคา, ณฐพล บุญประกอบ และ ณัฏฐ์ กิจจริต (นักแสดง) ในวันที่ 29 ส.ค. เวลา 14.00 - 15.30 น.<br />
&ldquo;The Moon Represents My Heart: อิทธิพลของดวงจันทร์ต่อภาพยนตร์และวรรณกรรม&rdquo;ร่วมตีแผ่จินตนาการจากดวงจันทร์สู่ผลงานศิลปะและแผ่นฟิล์ม โดย วีรพร นิติประภา (นักเขียนรางวัลซีไรต์) และ นักรบ มูลมานัส (ศิลปินคอลลาจชื่อดัง) ในวันที่ 29 ส.ค. เวลา 14.00 - 15.30 น.<br />
CHAN&#39;S BACKSTORY : พาทำความรู้จักเมืองจันท์ในมิติใหม่ ผ่านทัวร์เดินเท้า &ldquo;Gems Hunting&rdquo;บุกตลาดพลอย, &ldquo;Location Scouting&rdquo; เปิดโลเคชันลับถ่ายหนัง และ &ldquo;Breakfast at Tiffany&#39;s&rdquo; ชิมอาหารเช้าท้องถิ่น พร้อมฟื้นชีวิตหน้าจันทบุรีมัลติเพล็กซ์ &ldquo;The Return of ตลาดโรงหนัง&rdquo; (28 - 30 ส.ค. ตั้งแต่ 18.00 น. เป็นต้นไป) นอกจากนี้ยังมี &ldquo;บุฟเฟต์รสจันท์ที่คิดถึง&rdquo; (28 - 30 ส.ค. เวลา 11.30 - 13.30 น.) ที่รวบรวมอาหารหากินยากกว่า 20 เมนูมาไว้ที่เดียวมาเสิร์ฟกลางตลาดเก่า&nbsp;&nbsp;<br />
FOOD on FILM EXHIBITIONS: นิทรรศการตีแผ่ความอร่อยผ่านภาพยนตร์ 2 รูปแบบ ได้แก่ Cinematic Appetite รสชาติภาพยนตร์ ที่ชวนสำรวจว่าภาพยนตร์เปลี่ยนวิธีที่มนุษย์รับรู้อาหารได้อย่างไร และนิทรรศการภาพถ่ายที่ชวนให้มารู้จักผู้คนเบื้องหลังความอร่อยของเมืองจันท์ผ่านจินตนาการของโลกภาพยนตร์<br />
&ldquo;microWAVE FILM FEASTival เทศกาลรวมคลื่น~หนังเคลื่อน ภาค 3 จันทบุรี&rdquo; พร้อมเปิดพื้นที่ต้อนรับประชาชน นักท่องเที่ยว คนรักภาพยนตร์ และผู้ประกอบการสร้างสรรค์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองรองผ่านเลนส์ภาพยนตร์ ผู้สนใจสามารถตรวจสอบตารางกิจกรรมรอบฉายภาพยนตร์ และรายละเอียดการลงทะเบียนเพิ่มเติมได้ที่ Facebook และ Instagram: microwavefilmfest</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://foreign.prd.go.th/th/file/get/file/202608265d24b40f00fe17f56db1746a44c7276b140809.jpg' type='image/jpg' length='472435' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[โปรเจคต์กู้เงินธนาคารโลก สร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา กับภารกิจปกป้อง “โลมาอิรวดี” 14 ตัวสุดท้ายของไทย]]></title>
<link>https://foreign.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2881/iid/534765</link>
<guid isPermaLink="false">6c79c8bd016a4b68994858120c5aecaa</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://foreign.prd.go.th/cms/s17/u2231/infographic/780422301_1366461808963385_33789.jpg" style="width: 1080px; height: 1350px;" /></p>

<p>เวลาที่เราพูดถึงการสร้าง &quot;สะพาน&quot; ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงความสะดวกสบาย การลดเวลาเดินทาง และการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สำหรับโปรเจกต์การก่อสร้าง &quot;สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา&quot; (เชื่อม จ.สงขลา และ จ.พัทลุง) ที่กำลังเกิดขึ้น กลับมีมิติที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่กว่านั้น</p>

<p>ภายหลังจากที่คณะกรรมการธนาคารโลกได้อนุมัติโครงการ Thailand Resilient Transport and Irrawaddy Dolphin Conservation Project (TRIP) วงเงิน 140.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการนี้เป็นการผสานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยจะมีการก่อสร้างสะพาน 2 แห่ง คือสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาและสะพานลันตา พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตาม แผนอนุรักษ์โลมาอิรวดีของประเทศไทย ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติ แผนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองประชากรโลมาอิรวดีในพื้นที่ตอนบนของทะเลสาบสงขลา ทางเหนือของหนึ่งในพื้นที่ก่อสร้างสะพาน</p>

<p>โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การเทคอนกรีตสร้างถนนข้ามน้ำ แต่คือภารกิจระดับโลกที่ต้องทำควบคู่ไปกับการปกป้องชีวิต &quot;โลมาอิรวดี&quot; ฝูงสุดท้ายในทะเลสาบสงขลาที่มีเหลืออยู่เพียงแค่ 14 ตัวเท่านั้น</p>

<p>เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน ต้องเดินหน้าไปพร้อมกับระบบนิเวศ</p>

<p>ทะเลสาบสงขลาเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งบนโลกที่เป็นแหล่งอาศัยของโลมาอิรวดีน้ำจืด การสร้างสะพานข้ามทะเลสาบแห่งนี้จึงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของประเทศไทย ว่าเราจะสร้างความเจริญอย่างไร โดยไม่ไปทำลายบ้านหลังสุดท้ายของเพื่อนร่วมโลกฝูงนี้</p>

<p>จุดนี้เองที่ ธนาคารโลก (World Bank) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะพันธมิตรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>

<p>ในการอนุมัติวงเงินกู้ สำหรับโครงการสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตาและทะเลสาบสงขลานั้น ธนาคารโลกได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของระบบนิเวศในพื้นที่ จึงได้อนุมัติ &quot;เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า&quot; (Grant) เพิ่มเติมอีก 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 129 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนแผนการอนุรักษ์โลมาอิรวดีโดยเฉพาะ</p>

<p>เงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไร?</p>

<p>งบให้เปล่าก้อนนี้จะถูกนำไปใช้สนับสนุนมาตรการเฝ้าระวังและปกป้องโลมาอิรวดีระหว่างการก่อสร้างอย่างเข้มงวด ไปจนถึงการฟื้นฟูแหล่งอาหารและสภาพแวดล้อมของทะเลสาบสงขลาให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อสะพานสร้างเสร็จ โลมาทั้ง 14 ตัว และหวังว่าจะขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นในอนาคต จะสามารถแหวกว่ายใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างปลอดภัย</p>

<p>บทพิสูจน์ &quot;การเติบโตอย่างยั่งยืน&quot; บนเวทีโลก</p>

<p>โปรเจกต์นี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์ธรรมชาติสามารถเดินหน้าควบคู่กันไปได้ ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ</p>

<p>ในเดือนตุลาคม 2569 นี้ ผู้นำทางการเงินจาก 190 ประเทศทั่วโลกกว่า 15,000 คน กำลังจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อร่วมการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ 2026 IMF - World Bank Group Annual Meetings ณ กรุงเทพมหานคร โครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่คนไทยสามารถโชว์ให้โลกเห็นว่า เราไม่ได้มุ่งแต่จะสร้างความเจริญทางวัตถุ แต่เราใส่ใจที่จะดูแลทุกชีวิตที่ใช้โลกใบนี้ร่วมกัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://foreign.prd.go.th/th/file/get/file/20260824f1b1f67ed7e391dc2e025450e063cff9133250.jpg' type='image/jpg' length='163927' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[TCEB เลือกเมืองเซินเจิ้นและเขตอ่าวกว่างตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) เป็นหมุดหมายในการจัดงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen มุ่งยกระดับการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน]]></title>
<link>https://foreign.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2881/iid/534763</link>
<guid isPermaLink="false">63a200decad9233c067b49b581340bae</guid>
<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 13:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>กว่างโจว, 19 สิงหาคม 2026 &ndash; สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ได้เลือกเมืองเซินเจิ้นและเขตอ่าวกว่างตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) เป็นหมุดหมายในการจัดงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen แพลตฟอร์มธุรกิจครั้งสำคัญที่มุ่งยกระดับการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน พร้อมปลดล็อกโอกาสใหม่ ๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง</p>

<p>งานนี้ถือเป็นภารกิจการตลาดในต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดของทีเส็บ โดยรวบรวมองค์กรและผู้ประกอบการไทยกว่า 100 ราย มาร่วมนำเสนอโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ซื้อชาวจีน ไม่เพียงแต่ในอุตสาหกรรมไมซ์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เทคโนโลยี นวัตกรรมดิจิทัล การศึกษา อาหาร ธุรกิจสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัย (Wellness &amp; Longevity) ตลอดจนเศรษฐกิจสร้างสรรค์</p>

<p>ความร่วมมือในรูปแบบบูรณาการครั้งแรกนี้ ได้รวมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและการลงทุนชั้นนำของไทย ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกว่างโจว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. / EECO), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และบัตรไทยแลนด์ พริวิเลจ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจจีนเข้าถึงการสนับสนุนจากภาครัฐและข้อมูลการลงทุนโดยตรง หน่วยงานที่เข้าร่วม</p>

<p>ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นวิวัฒนาการครั้งสำคัญของกลยุทธ์การส่งเสริมธุรกิจระหว่างประเทศของไทย เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ทีเส็บขยายทั้งขนาดและขอบเขตภารกิจการตลาดในต่างประเทศ โดยใช้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นประตูเชื่อมโยงธุรกิจจีนสู่โอกาสที่กว้างขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้ภาคธุรกิจได้รับทั้งผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment) และความคุ้มค่าของเวลา (Return on Time) ในการสำรวจโอกาสการลงทุนและสร้างพันธมิตรทางการค้าระยะยาวร่วมกับภาคเอกชนไทย</p>

<p>เพื่อตอกย้ำเป้าหมายดังกล่าว งาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen จะจัดขึ้นบนพื้นที่กว่า 7,500 ตารางเมตร ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการเซินเจิ้น (SZCEC) ระหว่างวันที่ 9&ndash;10 กันยายน 2026 โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 1,500 คน ซึ่งรวมถึงคณะผู้แทนธุรกิจชาวจีนกว่า 1,000 คน และจะเกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจมากกว่า 800 นัดหมาย สร้างโอกาสที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ</p>

<p>ในโอกาสนี้ ทีเส็บพร้อมต้อนรับผู้สนใจและนักธุรกิจจากเซินเจิ้น รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศจีนสู่งาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 โซนหลัก ได้แก่:</p>

<p>1. Main Stage: เวทีหลักสำหรับการบรรยายพิเศษ การเสวนา และการแสดงทางวัฒนธรรม</p>

<p>2. Business Matching Zone: โซนสำหรับการเจรจาจับคู่ธุรกิจ</p>

<p>3. MICE &amp; Tourism Pavilion: โซนจัดแสดงจุดหมายปลายทางและบริการด้านไมซ์และการท่องเที่ยวชั้นนำของไทย</p>

<p>4. Industry Solution Zone: โซนนำเสนอโอกาสด้านการค้า เทคโนโลยี และภาคการผลิต</p>

<p>5. Thailand Showcase: โซนนำเสนอสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีการเติบโตสูง เช่น อาหาร สุขภาพ และลิขสิทธิ์ผลงานสร้างสรรค์ (Creative Licensing)</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>TCEB Unveils MEET Thai Plus 2026 Shenzhen to Deepen Thailand&ndash;China Business Partnerships</p>

<p>Guangzhou, 19 August 2026 &ndash; The Thailand Convention and Exhibition Bureau (TCEB) has strategically selected Shenzhen and Greater Bay Area as the destination for its landmark business platform, MEET Thai Plus 2026 Shenzhen, a crucial initiative designed to elevate Thailand&ndash;China economic engagement and unlock new opportunities across high-growth industries.</p>

<p>Positioned as TCEB&rsquo;s largest-ever marketing mission overseas, the platform will bring together approximately 100 Thai organizations, who will offer Chinese buyers business opportunities spanning not only the MICE industry but also trade, investment, tourism, technology, digital innovation, education, food, wellness and longevity and the creative economy.</p>

<p>In a first-of-its-kind collaboration, Thailand&rsquo;s key economic and investment agencies will participate under one roof, providing Chinese businesses with direct access to government support and investment information. Participating agencies include the Ministry of Foreign Affairs, represented by the Royal Thai Consulate-General in Guangzhou; the Tourism Authority of Thailand (TAT); the Department of International Trade Promotion (DITP); the Thailand Board of Investment (BOI); the Eastern Economic Corridor Office (EECO); the Industrial Estate Authority of Thailand (I-EA-T); the Digital Economy Promotion Agency (depa) and Thailand Privilege Card.</p>

<p>Dr. Supawan Teerarat, President of the Thailand Convention and Exhibition Bureau (Public Organization), or TCEB, said the initiative marks a significant evolution in Thailand&rsquo;s international business promotion strategy because this is the first time TCEB has expanded both the scale and scope of its overseas marketing mission, using MICE as a unified gateway to connect Chinese businesses with a much broader spectrum of opportunities in Thailand so that they can reap return on investment and return on time in exploring investment opportunities and building possible long-term commercial partnerships with Thai counterparts.</p>

<p>Demonstrating this ambition, MEET Thai Plus 2026 Shenzhen will occupy approximately 7,500 square metres at the Shenzhen Convention and Exhibition Center (SZCEC) from 9&ndash;10 September 2026. The event is expected to attract a minimum of 1,500 visitors, including 1,000 Chinese business delegates, and facilitate more than 800 business-matching appointments, generating tangible opportunities for trade and investment between the two countries.</p>

<p>In this connection, TCEB looks forward to welcoming interested visitors and businesspeople in Shenzhen, Greater Bay Area and other parts of China to MEET Thai Plus 2026 Shenzhen. It will feature five dedicated zones:</p>

<p>1. Main Stage for keynote sessions, panel discussions, and cultural presentations</p>

<p>2. Business Matching Zone for commercial negotiations</p>

<p>3. MICE &amp; Tourism Pavilion showcasing Thailand&rsquo;s premier destinations and services</p>

<p>4. Industry Solution Zone highlighting opportunities in trade, technology, and manufacturing</p>

<p>5. Thailand Showcase featuring high-growth sectors including food, wellness, and creative licensing.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://foreign.prd.go.th/th/file/get/file/2026082480d8bae54489b54ce545db75b73a45fa133051.jpg' type='image/jpg' length='196056' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เปิดเบื้องหลังการคว้าสิทธิ์เจ้าภาพ ‘โอลิมปิกทางการเงิน’ บทพิสูจน์มาตรฐานไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก]]></title>
<link>https://foreign.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2881/iid/524677</link>
<guid isPermaLink="false">8df98fad2316ab72396171ebea1c7a14</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 11:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://foreign.prd.go.th/cms/s17/u2231/infographic/_update_IMF_World_Bank_nattapon.png" style="width: 1080px; height: 1350px;" /></p>

<p>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่หน้าประวัติศาสตร์ใหม่ในฐานะเจ้าภาพจัดงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF - World Bank Group Annual Meetings) หรือที่รู้จักกันในนาม &quot;โอลิมปิกด้านการเงินและการคลังของโลก&quot;</p>

<p>ชัยชนะในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์จากการต่อสู้ของทีมประเทศไทยอย่างเข้มข้นบนเวทีโลกเพื่อยืนยันว่า &quot;มาตรฐานของไทย&quot; ไม่แพ้ชาติใดในโลก</p>

<p>ย้อนกลับไปเมื่อปี 2566 ณ เมืองมาราเกช ประเทศโมร็อกโก เมื่อครั้งจัดการประชุมประจำปีฯ ของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก คณะผู้แทนไทยนำโดย นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น และ นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เดินทางไปเสนอตัวและลงนามรับสิทธิ์อย่างเป็นทางการ โดยไทยต้องผ่านการขับเคี่ยวกับประเทศคู่แข่งที่เสนอตัวจะเป็นเจ้าภาพอีกถึง 4 ประเทศ</p>

<p>ท่ามกลางเกณฑ์การคัดเลือกที่ขึ้นชื่อว่ามีความต้องการสูงที่สุดในระดับโลก เพื่อเฟ้นหาประเทศที่มีความพร้อมสมบูรณ์แบบในทุกมิติ แล้วทำไม IMF และ World Bank ถึงเลือกไทย? ความสำเร็จนี้เกิดจากองค์ประกอบหลักที่ไทยพิสูจน์แล้วว่ามีมาตรฐานเหนือระดับนานาชาติ จากข้อเสนอที่ไทยยื่นไปมหาศาล พอจะสรุปได้คร่าวๆ ว่า ปัจจัยเหล่านี้เองที่ชนะใจคณะกรรมการ</p>

<p>1) โครงสร้างพื้นฐานระดับสูงสุด: ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค ถูกออกแบบให้รองรับผู้แทนกว่า 15,000 คน และสามารถเนรมิตพื้นที่ภายในให้กลายเป็น &quot;เมือง&quot; ขนาดย่อมที่มีความปลอดภัยสูงสุด และนับว่านี่เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank ที่สามารถจัดการประชุมทั้งหมดได้ในพื้นที่เดียว โดยไม่ต้องสร้างพื้นที่ใหม่เข้ามารองรับแบบการจัดประชุมที่ประเทศอื่น</p>

<p>2) ระบบเดินทางที่ไร้รอยต่อ: เมืองที่จะจัดการประชุมนี้ ต้องมีระบบโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางเชื่อมต่อทั่วทั้งเมือง ทั้งจากจุดที่ประชุมกับที่พักของผู้ร่วมประชุมจำนวนมาก จากความคล่องตัวของ BTS MRT และ Airport Rail Link ที่เชื่อมโยงทั่วกรุงเทพฯ ทำให้ไทยเราผ่านมาตรฐานด้านการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย</p>

<p>3) มาตรฐานสาธารณสุขและโรงแรม: การมีโรงพยาบาลและโรงแรมในเครือระดับโลกที่อยู่ใกล้สถานที่ประชุม ที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานอย่างละเอียดว่ามีความพร้อมทันที โดยไม่ต้องสร้างใหม่</p>

<p>4) พลังแห่งการต้อนรับ (Hospitality): เอกลักษณ์ความสุภาพและความตั้งใจบริการของคนไทยที่เป็นเสน่ห์สำคัญในการสร้างความประทับใจระดับโลก</p>

<p>หลังการได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพ ก็ไม่ได้แปลว่างานจะจบลง ทีมประเทศไทยต้องเผชิญกับมาตรฐานที่ไทยต้องทำตามอย่างละเอียดอ่อน ถึงขั้นมี คู่มือหนาเกือบ 300 หน้า ที่ระบุแม้กระทั่งการวัดระดับเสียงเดซิเบลในห้องประชุมแต่ละห้อง เพื่อป้องกันความลับรั่วไหล การคำนวณอุณหภูมิสีของแสงไฟเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และการทดสอบล่ามแปลภาษาแบบฉับพลันที่ต้องผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากลที่เรียกกันว่า &ldquo;ล่ามไออิก&rdquo; (AIIC) เครื่องหมายการันตีคุณภาพขั้นสูงสุดในวงการล่าม ซึ่งในไทยมีล่ามที่ได้รับการรับรองจาก AIIC เพียง 3 คนเท่านั้น ทำให้ทาง IMF ต้องบินมาทดสอบล่ามเพิ่มเติมเพื่อรองรับการประชุมนานาชาติครั้งนี้ให้ได้</p>

<p>นี่จึงเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยที่จะแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นว่า ประเทศไทยมีมาตรฐานไม่แพ้ชาติใดในโลก และคนไทยทั้งประเทศ 12 - 18 ตุลาคม 2569 จะเป็นวันที่คนไทยทุกคนเป็นเจ้าบ้าน และ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะกลายเป็นศูนย์กลางการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://foreign.prd.go.th/th/file/get/file/202607229544dc75e1856243ee312fecc6a091ac113404.png' type='image/png' length='714487' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ จับมือเสฉวน เปิดประตูตลาดจีนตะวันตก ดันสินค้าไทย-ดึงลงทุนเทคโนโลยี สร้างงานและโอกาสใหม่ให้คนไทย]]></title>
<link>https://foreign.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2881/iid/523482</link>
<guid isPermaLink="false">f33afd989aed0fe31c532b139f0f2848</guid>
<pubDate>Sun, 19 Jul 2026 14:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://foreign.prd.go.th/cms/s17/u2231/รูปประชาสัมพันธ์/740953754_1639256771098808_24326.jpg" style="width: 2048px; height: 1365px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พบหารือกับ นายหวัง เสี่ยวฮุย เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ณ นครเฉิงตู โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การท่องเที่ยว และความร่วมมือระดับท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับตลาดจีนตะวันตก ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตสูง</p>

<p>นายกรัฐมนตรีชี้ว่า มณฑลเสฉวนซึ่งมีประชากรกว่า 80 ล้านคน เป็นทั้งตลาดสำคัญสำหรับสินค้าไทยและแหล่งนักลงทุนคุณภาพ โดยรัฐบาลไทยได้เปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนประจำนครเฉิงตู เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูง และพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับฐานการผลิตของไทย</p>

<p>นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พบผู้ประกอบการจีนที่ลงทุนหรือมีแผนขยายธุรกิจในไทย พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนการลงทุนอย่างเต็มที่ ขณะที่มีผู้ประกอบการไทยกว่า 150 ราย เข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจในนครเฉิงตู เพื่อแสวงหาโอกาสทางการค้าและขยายตลาดสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน</p>

<p>English version:</p>

<p>PM Strengthens Thailand&ndash;Sichuan Partnership to Expand Trade, Attract Technology Investment, and Create New Opportunities for the Thai People</p>

<p>Prime Minister Anutin Charnvirakul met with Mr. Wang Xiaohui, Secretary of the CPC Sichuan Provincial Committee, in Chengdu, where both sides agreed to strengthen cooperation in trade, investment, science, technology, innovation, tourism, and subnational partnerships. The discussions focused on deepening economic ties between Thailand and western China and expanding opportunities for bilateral growth.</p>

<p>The Prime Minister highlighted Sichuan Province, with a population of more than 80 million, as both a major market for Thai products and a valuable source of investment. He emphasized the opening of the Thailand Board of Investment (BOI) Office in Chengdu, which will facilitate investment in priority industries such as electric vehicles (EVs), electronics, digital technology, advanced manufacturing, and clean energy. These investments are expected to create jobs, enhance workforce skills, promote technology transfer, and strengthen Thailand&#39;s industrial base.</p>

<p>During the visit, the Prime Minister also met with several Chinese companies that have invested or plan to expand their operations in Thailand, reaffirming the Thai government&#39;s commitment to supporting foreign investors. More than 150 Thai business representatives also participated in economic activities in Chengdu, reflecting growing interest in western China&#39;s market and creating new opportunities for Thai exports, business partnerships, and investment cooperation.</p>

<p>ที่มา / Source: <a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/166597?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBExOVR0TjhUUVJPcWdqcGVNcXNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR4LiMJshPunzcNxcLBgh6AdPEjeTaCAGLL4vgzzBtSY-6hwh5DnwmoHqqM0dw_aem_r68M6lJUBhif2saU3quBwg" rel="nofollow noreferrer" role="link" tabindex="0" target="_blank">https://www.thaigov.go.th/th/news/166597</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://foreign.prd.go.th/th/file/get/file/20260719d967630d32f2e57b06d92e9f5f6b4d23141559.jpg' type='image/jpg' length='256877' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อนุทิน” นำทัพเอกชนไทยเปิดสำนักงานบีโอไอเฉิงตู ดึงลงทุนเซมิคอนดักเตอร์-AI-EV ยกระดับเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://foreign.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2881/iid/523481</link>
<guid isPermaLink="false">6ceae22114e4babd2771961d08ea36c8</guid>
<pubDate>Sun, 19 Jul 2026 14:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://foreign.prd.go.th/cms/s17/u2231/รูปประชาสัมพันธ์/747998403_1353567532847467_14788.jpg" style="width: 1440px; height: 960px;" /></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยภาครัฐและคณะผู้นำภาคเอกชนไทยรายใหญ่กว่า 150 คน ร่วมเปิดสำนักงานบีโอไอ ณ นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เพื่อปักหมุดฐานปฏิบัติการเชิงรุกในศูนย์กลางเทคโนโลยีของจีนตะวันตก พร้อมเป็นประธานงานสัมมนา &ldquo;Thailand&ndash;China (Sichuan) Investment and Economic Forum&rdquo; ซึ่งมีผู้แทนระดับสูงและนักลงทุนเข้าร่วมกว่า 750 คน</p>

<p>นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า สำนักงานบีโอไอเฉิงตู ถือเป็นสำนักงานต่างประเทศแห่งที่ 18 มีเป้าหมายสำคัญในการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, AI, หุ่นยนต์, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด เข้ามายกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย</p>

<p>ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเชื่อมั่นต่อหน้าผู้นำและนักลงทุนจีน โดยชูจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งในด้านทำเลที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางอาเซียน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และพลังงานสะอาด พร้อมย้ำว่ารัฐบาลมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มั่นคงผ่านนโยบายสำคัญอย่างกลไก &quot;Thailand FastPass&quot; ที่ช่วยเร่งรัดและอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน ขณะที่ นางซือ เสี่ยวหลิน ผู้ว่าการมณฑลเสฉวน กล่าวแสดงความพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนมิตรภาพไทย-จีนให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกัน</p>

<p>สำหรับการเดินทางครั้งนี้นับเป็นคณะภาคเอกชนไทยขนาดใหญ่ที่สุดที่ร่วมคณะไปกับรัฐบาล เพื่อเปิดโอกาสในการจับคู่ธุรกิจและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก ทั้งนี้ จีนยังคงครองแชมป์นักลงทุนต่างชาติอันดับหนึ่งของไทย โดยในปี 2568 มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงกว่า 172,000 ล้านบาท และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งการเปิดสำนักงานแห่งใหม่นี้จะช่วยให้บีโอไอสามารถคัดกรองการลงทุนที่มีคุณภาพและสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน</p>

<p>Prime Minister Anutin Charnvirakul on 18 July 2026 presided over the opening of the Thailand&ndash;China (Sichuan) Investment and Economic Forum and the Board of Investment (BOI) Section in Chengdu, held at the Tianfu International Convention Center in Chengdu, Sichuan Province, the People&rsquo;s Republic of China.</p>

<p>The event was attended by more than 750 participants, including over 150 representatives from the Thai private sector across a wide range of industries, including agriculture, food and beverages, clean energy, healthcare and wellness, chemicals, automotive, industrial estates, and banking, as well as the Federation of Thai Industries, the Thai Chamber of Commerce, and the Board of Trade of Thailand. The delegation was one of the largest Thai private-sector delegations to participate in overseas activities organized by the Thai government.</p>

<p>At the opening ceremony, the Prime Minister expressed appreciation to the Chinese government and the Government of Sichuan Province for supporting BOI in organizing this important forum and the opening ceremony of the BOI Chengdu Section.</p>

<p>He reaffirmed the Thai government&rsquo;s commitment to reforming Thailand&rsquo;s economy through three interconnected measures: (1) expediting government procedures to facilitate investment; (2) capacity building of Thai entrepreneurs and workforce to meet the needs of future industries; and (3) strengthening the domestic economy in parallel.</p>

<p>The Prime Minister also attended a luncheon meeting with leading Thai business executives and held discussions with senior executives of major Chinese companies in Thailand&rsquo;s target industries, including Xiaomi Corporation, ChangAn Automobile, InnoLight Technology, and Eoptolink Technology.</p>

<p>During the discussions, the Prime Minister underscored Thailand&rsquo;s economic strengths, which included its strategic location at the heart of ASEAN with a market of more than 700 million people, world-class infrastructure and public utilities, and a high-quality workforce.</p>

<p>On this occasion, Deputy Prime Minister and Minister of Foreign Affairs Sihasak Phuangketkeow also held discussions on behalf of the Prime Minister, with leading Chinese companies in the tourism sector, namely China Sichuan Airlines and Meituan.</p>

<p>The event served as an important platform for Thailand and China to further strengthen their partnership for shared growth. They also reflect that Thailand values Sichuan Province as one of China&rsquo;s key markets and home to many high-potential companies, particularly in advanced technology and clean energy</p>
]]></description>
<enclosure url='https://foreign.prd.go.th/th/file/get/file/2026071987feae48368729ab85709c4785971ede141458.jpg' type='image/jpg' length='199105' />
</item>
</channel>
</rss>
